วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

ทำไอติมกินเอง


ทำไอติมกินเอง ถามสูตรจากคุณปุ้ย PUPPADOOWAB ได้ง่าย ๆ มาอันนึง ลองทำดู
ประมาณว่า
1.ไข่แดงสองฟอง ไข่ขาวสองฟอง
2.วิบครีมถ้วยนึง ประมาณ 250cc ได้
3.เกลือ น้ำตาล กลิ่นที่ชอบ เช่น วานิลลา
4.เวเฟอร์ชอกโกแลตไม่ใส่ก็ได้ แต่ใส่แล้วไฮโซ คิทแคทน่าจะอร่อยสุดมั้ง

ขั้นตอนการทำง่าย ๆ 

ตีไข่แดงกะน้ำตาลแล้วก็วานิลลาให้ขึ้นฟู ๆ หน่อย แล้วทิ้งไว้นะ(ถ้าทำแล้วไม่อร่อยจะเปลี่ยนจากทิ้งไว้เป็นทิ้งไปเลยก็ได้)หันมาตีไข่ขาวกะเกลือ ขอย้ำ ใส่หยิบมือเดียว หรืออาจจะไม่ใส่ เพราะข้าพเจ้าตามสูตรจัดใส่ 1/4 ช้อนชา ออกมาเค็มจัด ตีให้ฟูฟอดเลยนะต่อไปก็ตีวิปปิ้งครีมให้ตั้งยอด เอาแบบว่ายอดอ่อน ๆ นุ่ม ๆ เนียน ๆเทไข่แดงใส่วิปครีมแล้วผสมเบามือ(เอาวิปครีมใส่ไข่ก็ได้มั้ง) ส่วนของไข่ขาวเนี่ย ระวังอย่าให้ยุบเยอะ เดี๋ยวไอติมไม่กรอบฟู !!? โรยเวเฟอร์ที่บิ ๆ หน่อยแล้วลงไปแล้วเราก็เอาไปแช่ชองแข็ง ทิ้งเอาไว้เลยจนมันเซทตัวสวยงาม

จากนั้นตักใส่จานราดทอปปิ้ง ให้สวยงามแล้วก็เทให้เจ้าตูบกิน ... เย๊ย กินเองก็ด้ายยย


วิธีการลดความอ้วนแบบไม่ยุ่งยาก





วิธีการลดความอ้วนแบบไม่ยุ่งยาก

1. ใช้จานชามสีเข้มขรึม
เนื่อง จากภาชนะใส่อาหารที่มีสีสดใสจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น ดังนั้นเพื่อสกัดกั้นความอยากเสียตั้งแต่ยังไม่เริ่มลงมือกิน จึงควรจัดอาหารใส่ไว้ในภาชนะสีเข้มๆ อย่างเช่น สีดำ หรือสีน้ำเงินเข้ม จะเป็นการดีกว่า
2. รับประทานผักมากๆ
แบ่งสัด ส่วนการรับประทานอาหารในแต่ละวันของคุณออกเป็น 4 มื้อ และสามในสี่มื้อนั้นควรเป็นอาหารประเภทผักล้วนๆ คิดเสียว่าอย่างไรผักก็มีประโยชน์ และหากอยากลดหุ่นให้ได้จริงๆ ข้อนี้ห้ามละเลย
3. ดื่มน้ำเย็นๆ
เพราะน้ำเย็นๆ จะช่วยให้ร่างกายต้องดึงพลังงานความร้อนในตัวออกมาเพื่อปรับอุณหภูมิของน้ำ นั้นให้เหมาะสมกับอุณหภูมิในร่างกาย ด้วยเหตุนี้ขณะที่เราได้ดื่มน้ำเย็นๆร่างกายจึงต้องเผาผลาญแคลอรีมากขึ้น
4. กินแต่อาหารที่ไม่ติดมัน
อาหาร ประเภทเนื้อสัตว์ติดมัน หมูสามชั้นทอดกรอบ กุนเชียง กากหมู หนังไก่หรืออาหารที่ทอดด้วยน้ำมัน ควรจะงดเว้นให้เด็ดขาด หากยังไม่อยากสูญเสียทรวดทรงองค์เอวอันสวยงามสมส่วน
5. เลือกกินของหวานอย่างเหมาะสม
ขนม หวานๆอย่างทองหยิบ ฝอยทอง หม้อแกง เค้กหรือช็อกโกแลตเป็นของหวานที่อุดมไปด้วยนม เนย ไข่ และน้ำตาล แถมเวลาได้รับประทานแล้วจะรู้สึกเพลิดเพลินมีความสุข ทำให้ทานชิ้นเดียวหยุดไม่ได้ ฉะนั้นหากต้องการลดน้ำหนักก็จงตัดอกตัดใจเสียเถอะ ทางที่ดีควรหันมารับประทานลูกพลับ หรืออินทผลัมอบแห้งจะสามารถช่วยป้องกันอาการอยากของหวานเหล่านั้นได้
6. งดใส่ครีมในกาแฟ
แม้ ครีมเทียมจะทำให้รสชาติของกาแฟกลมกล่อมขึ้น แต่คิดดูสิ ครีมเทียมเพียง 1 กรัม สามารถให้พลังงานสูงถึง 9 แคลอรี แล้วกาแฟที่คุณดื่ม ใส่ครีมกี่ช้อนต่อแก้ว ถ้าวันหนึ่งคุณดื่มกาแฟสัก 3-4 แก้ว ร่างกายจะได้รับแคลอรี่โดยไม่รู้ตัวมากมายขนาดไหน
7. สลัดน้ำข้น ไขมันเพียบ!
คุณ บอกว่ารับประทานแต่สลัด แต่ทำไมยังอ้วนอีก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะน้ำสลัดที่คุณเลือกรับประทาน ล้วนเป็นน้ำสลัดข้นๆที่อุดมไปด้วยครีมนม และไขมันนม ถ้ารับประทานอย่างนี้แล้ว จะผอมได้อย่างไรละคะ
8. ซดน้ำแกงจืดก่อนอาหาร
เป็น ความคิดที่ดีที่จะจัดการกับน้ำแกงจืดหรือไม่ก็ดื่มน้ำสักแก้วสองแก้วก่อนรับ ประทานอาหาร ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณรู้สึกอิ่มกับอาหารตรงหน้า แต่ถ้าหากยังสามารถกินอาหารได้อีก ก็จะกินได้ในปริมาณที่น้อยลง
9. เลือกกินข้าวกล้องแทนข้าวขาว
ข้าว เป็นอาหารหลักที่เราต้องรับประทานเกือบทุกมื้ออยู่แล้ว และถ้าหากได้รับประทานข้าวกล้องแทนข้าวขาว เราก็จะไม่ได้เพียงแค่คาร์โบไฮเดรตเฉยๆ แต่ยังได้ทั้งวิตามินและเกลือแร่ต่างๆมากมายจากเยื่อหุ้มและจมูกข้าวที่ไม่ ได้ถูกขัดสีออกไปด้วย
10. เลิกนิสัยกินจุบกินจิบ
อย่า สร้างความเคยชินให้กับตัวเองด้วยการกินนั่นกินนี่ไม่เป็นเวล่ำเวลาอยู่ เรื่อยไป แต่ควรกินอาหารเป็นมื้อเป็นคราวเท่านั้น โดยเฉพาะเวลานั่งอยู่หน้าจอทีวีไม่ควรจหาขนมกรุบกรอบ อาทิเช่น มันฝรั่งทอด ข้าวเกรียบหรือคุ้กกี้ กินไปดูทีวีไปตลอดเวลา เพราะจะทำให้กินเพลินจนลืมเรื่องอ้วน
11. หาเพื่อนร่วมลด
การ ลดน้ำหนักคนเดียว บางครั้งอาจทำให้รู้สึกท้อแท้ แต่ถ้ามีเพื่อนหัวอกเดียวกันที่มุ่งมั่นจะรีดไขมันส่วนเกินออกจากชีวิต เหมือนกัน จะช่วยทำให้มีกำลังใจขึ้นเยอะ อย่างน้อยๆคุณก็ยังรู้สึกว่า "ฉันไม่ได้เป็นคนอ้วนที่ต้องลดน้ำหนักอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย"
12. ดินเนอร์ใต้แสงเทียน
ภายใต้แสงเทียนนอกจากจะช่วยสร้างบรรยากาศให้ดูโรแมนติกขึ้นแล้ว ท่ามกลางแสงสลัวๆแบบนั้นยังทำให้ความอยากอาหารลดน้อยลงอีกด้วย
13. อาหารมื้อเช้า
อาหาร มื้อไหนๆก็ไม่สำคัญเท่ากับมื้อเช้า ทั้งนี้เพราะช่วงเวลาตั้งแต่ 6 โมงถึง 10 โมงเช้า เป็นช่วงที่ระบบการเผาผลาญสารอาหารภายในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สูงสุด ดังนั้นจึงควรกินอาหารเช้าใด้เต็มที่ ส่วนมื้อเย็นให้กินแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
14. ไม่กักตุนอาหรเต็มตู้เย็น
ทั้งนี้เพราะจะทำให้คุณหาของกินได้ง่ายและสะดวกสบายเกินไป ยิ่งมีของกินในตู้เย็นมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งกินตามใจปากมากขึ้นเท่านั้น
15. ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวาน
ผล ไม้อย่างแอปเปิ้ล ส้ม ฝรั่ง กีวี สตรอเบอร์รี่ สับปะรด มะม่วงหรือมะเขือเทศ นับเป็นผลไม้ที่เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้รักษาหุ่นอย่างแท้ จริง เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งวิตามินซีคุณภาพสูงจากธรรมชาติแล้ว
16. ดื่มตบท้ายด้วยชามะนาว
หลัง อาหารแต่ละมื้อควรดื่มชามะนาวตบท้าย จะสามารถช่วยชะล้างปากจากอาหารคาว หรืออาหารมันๆเลี่ยนๆได้ดีกว่าดื่มน้ำเปล่าธรรมดา แถมยังสามารถช่วยยุติความอยากอาหารเรื่อยเปื่อยของคุณอย่างได้ผลด้วย
17. ออกกำลังกาย
การ ออกกำลังกายเป็นกิจกรรมที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญแคลอรีให้กลายเป็นพลังงาน ได้คราวละมากๆ ฉะนั้นจึงควรเตือนตัวเองให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกายอยู่เสมอ ซึ่งนอกเหนือจากเล่นกีฬาเป็นงานอดิเรกแล้ว ก็ควรหมั่นฝึกตนให้เป็นคนชอบเดิน ชอบทำงานบ้าน และชอบขึ้นลงบันได
18. กิจวัตรแรกสุดของทุกๆวัน
หลัง จากตื่นนอนตอนเช้า กิจวัตรแรกสุดที่ควรทำทันทีก็ไม่ใช่อะไรอื่น นั่นก็คือดื่มน้ำให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถดื่มได้ ทั้งนี้ก็เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นขึ้น และช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทั้งหนักทั้งเบาทำงานได้อย่าง คล่องตัว
19. ชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้ง
เมื่อ ปฎิบัติได้ตามคำแนะนำดังกล่าวข้างต้นแล้ว ควรติดตามผลการลดหุ่น ด้วยการเปลือยกายสำรวจตัวเองหน้ากระจกในห้องน้ำส่วนตัว และชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้งก็พอ ไม่จำเป็นจะต้องชั่งทุกๆวัน เพราะการทำเช่นนั้นรังแต่จะทำให้รู้สึกเครียดและคับข้องใจที่น้ำหนักไม่มี การเปลี่ยนแปลงให้เห็นผลได้ทันตา
20. อย่าลืมให้รางวัลกับตัวเอง
หลัง จากที่สามารถขจัดไขมันส่วนเกินในร่างกายให้ลดลงไปได้สำเร็จ (แม้จะลงไปเพียงเล็กน้อยก็ตาม) คุณก็สามารถจะให้รางวัลกับตัวเองด้วยการไปนวดหน้า นวดตัว ขัดผิวและบำรุงผิว เพียงเท่านี้หน้าตาและผิวพรรณคุณก็จะแลดูสดใสและปิ๊งปั๊งขึ้นมาทันตาเห็น

การทำน้ำส้มคั้น





ส่วนผสม
ส้มเขียวหวาน 220 กรัม (3 ผลขนาดกลาง)
เกลือป่นเสริมไอโอดีน 1 กรัม (1/5 ช้อนชา)
วิธีทำ
      นำส้มมาล้างเปลือกให้สะอาดใช้มีดผ่าขวางลูก คั้นเอาแต่น้ำ เติมเกลือ ตักเอาเมล็ดออก ชิมรสตามชอบ
ประโยชน์ที่ร่างกายจะได้รับ
คุณค่าทางอาหาร มีวิตามินเอมาก ช่วยบำรุงสายตา นอกจากนี้ยังมี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และวิตามินซี ช่วยบำรุง กระดูก และ ฟัน
คุณค่าทางยาป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันโรคเลือดออกตาม ไรฟัน

20 เคล็ดลับเจ๋งๆ เรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง


20 เคล็ดลับเจ๋งๆ เรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง (ใครบอกยาก ไม่จริ๊งอ่ะ!!)

1.คามเกี่ยวเนื่องถ้าคุณจัดคำศัพท์ออกเป็นหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันระหว่างศัพท์แล้วเขียนออกมาเป็นแผนผังจะทำให้คุณจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น

2.เขียนการนำคำศัพท์นั้นมาใช้จะทำให้คุณจำได้ฝังใจยิ่งขึ้น ลองเขียนแต่งประโยคโดยนำศัพท์ใหม่ที่เรียนนั้นมาประกอบหรือแต่งเรื่องโดยใช้กลุ่มคำ
ศัพท์หรือสำนวนที่เรียนอยู่
3.วาดรูป: ดึงวิญญาณศิลปินในตัวคุณออกมาใช้ โดยการวาดรูปที่แสดงถึงศัพท์ที่คุณเรียนอยู่ ภาพที่คุณวาดจะช่วยกระตุ้นความ
ทรงจำถึงศัพท์นั้นในอนาคต
4.แสดง: แสดงท่าทางประกอบคำศัพท์หรือสำนวนที่คุณกำลังเรียนอยู่ หรือจินตนาการว่าคุณจะแสดงออกอย่างไรในสถานการณ์ที่คุณต้องใช้ศัพท์คำนั้น
5.สร้างออกแบบ flashcards ศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมความหมายแล้วเปิดอ่านหรือท่องในยามว่าง ทำเล่มใหม่ขึ้นทุกอาทิตย์และอย่าลืมทบทวนอันเก่าไปพร้อมๆ กันด้วย
6.ความสัมพันธ์กำหนดแต่ละสีให้แต่ละคำศัพท์ ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะช่วยให้คุณจำศัพท์นั้นได้แม่นขึ้นเมื่อนึกถึงคำนั้นในคราวต่อไป
7.ฟัง: นึกถึงศัพท์คำอื่นที่ออกเสียงคล้ายๆ กับคำศัพท์ใหม่ที่พยายามเรียนอยู่ ใช้ความสัมพันธ์ตรงจุดนี้ในการช่วยให้คุณจำการออกเสียงของคำใหม่นั้น
8.เลือก: จำไว้ว่าการเรียนในหัวข้อที่คุณชอบหรือสนใจจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันง่ายขึ้น ฉะนั้นคุณควรใส่ใจในการเลือกคำศัพท์ที่คุณคิดว่ามีประโยชน์หรือน่าสนใจ เพราะแม้แต่กระบวนการเลือกคำที่จะเรียนก็มีผลให้คุณจำได้แม่นและเร็วขึ้นด้วยเช่นกัน !
9.ข้อจำกัดคุณก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่คนเราจะจำศัพท์ที่มีอยู่ในดิกชันนารี่ทั้งหมดได้ในวันเดียว เพราะฉะนั้นจำกัดการเรียนศัพท์ใหม่แค่วันละ 15 คำก็พอแล้ว ซึ่งถ้าพยายามจำให้มากคำเกินไปกว่านี้แทนที่มันจะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจกลับจะทำให้คุณสมองตื้อแทน
10.สังเกต: พยายามสังเกตหาคำศัพท์ที่คุณกำลังเรียนอยู่เมื่ออ่านหรือฟังภาษาอังกฤษ
11.ยอมรับความจริง ไม่มีใครพูดภาษาที่สองได้ตั้งแต่เกิด ทุกคนต้องใช้เวลาในการเรียนรู้กันทั้งนั้น ฉะนั้นอย่าคาดหวังว่าจะต้องเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้น
12.เรียนรู้ทีละนิด จากการศึกษาพบว่า การทบทวนเป็นระยะเวลาสั้นๆ อย่างเช่น ในระหว่างทานอาหารเช้า ในขณะอาบน้ำ หรือในขณะเดินทาง จะส่งผลให้คุณจดจำได้ดีกว่า
13.ท่องศัพท์ ยิ่งคุณรู้ศัพท์มากเท่าไหร่ คุณก็สามารถพูดและเข้าใจได้มากขึ้นเท่านั้น เทคนิคในการจดจำคำศัพท์ คือ พกการ์ดใบเล็กๆที่เขียนคำศัพท์ (ที่มีคำแปลอยู่ด้านหลัง) ไปกับคุณทุกที่
14.ฝึกหัดอย่างจริงจัง อย่าแค่ทำปากขมุบขมิบหรือท่องเอาไว้ใสใจ พูดหรืออ่านออกมาดังๆ ในทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อจะได้ฝึกปากของคุณให้เคยชินกับการออกเสียง
15.ทำการบ้าน การทำการบ้านคือการฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาให้เป็นไปอย่างแม่นยำ จนกลายเป็ความชำนาญ และสามารถทำออกมาได้อย่างอัตโนมัติในที่สุด
16. จับกลุ่มเรียน หาเวลาทบทวน ทำการบ้าน หรือแค่ฝึกพูดภาษานั้นๆ กับเพื่อนๆ เป็นประจำ ซึ่งจะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องให้กันและกันได้ แถมยังทำคุณจดจำได้แม่นยำยิ่งขึ้นด้วย
17.หาจุดอ่อน คุณควรหาจุดอ่อนในการเรียนของตัวเองให้เจอ เพื่อที่จะได้เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ อย่างเช่น ถ้าคุณเป็นคนเงียบๆ และไม่ค่อยมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ก็บังคับตัวเองให้เลือกที่นั่งแถวหน้าในห้องเรียนซะ
18.หาโอกาสในการใช้ภาษา เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับภาษานั้นๆ ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับเจ้าของภาษาเช่าหนังที่พูดภาษานั้นๆ มาดูหรือแม้กระทั่งหาแฟนที่เป็นเจ้าของภาษานั้นซะเลย
19. ทุ่มความสนใจ พูดง่ายๆ ก็คือ หายใจเข้าออกก็ให้เป็นภาษานั้น เรียนรู้ภาษานั้นๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนอย่างจริงจังและเต็มที่ถึงขนาดถึงขนาดถ้าฝันได้ก็อาจฝันเป็นภาษานั้นๆ ด้วย
20. ปรึกษาผู้รู้ ถ้ามีปัญหาหรือติดขัดอะไร ก็ต้องสอบถามครูผู้สอนหรือเจ้าของภาษานั้นทันที เพื่อทำลายกำแพงที่เป็นอุปสรรคในการเรียนออกไปให้เร็วที่สุด คุณจะได้ไม่ต้องสะดุดอยู่นานเกินไปซึ่งนั้นอาจทำให้คุณเกิดความเบื่อหน่ายได้


การทำเค้กช๊อกโกแลต


การทำเค้กช๊อกโกแลต

ส่วนผสม ปริมาณ
เเป้งสาลีทำเค้ก 220 กรัม
ผงฟู 1/2 ช้อนชา
โซดาไบคาร์บอเนต 1 ช้อนชา
เกลือ 1/4 ช้อนชา
นมข้นจืด 250 ml
ผงโกโก้ 4 ช้อนโต๊ะ
เนยสดชนิดจืด 100 กรัม
น้ำตาลทรายป่น 310 กรัม
ไข่ไก่สด 4 ฟอง
กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา

วิธีทำ
1. warmเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส
2. ร่อนเเป้ง, ผงฟู, โซดาไบคาร์บอเนต, ผงโกโก้ พักไว้
3. ตีเนยสด, น้ำตาลทราย, เกลือป่นจนขึ้นฟู
4. ใส่ไข่ลงผสมจนเข้ากันดี
5. เทลงในพิมม์ขนาด 2 ปอนด์
6. นำเข้าเตาอบประมาณ 30-35 นาที




วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การทำน้ำสตรอเบอรี่ปั่น





การทำน้ำสตรอเบอรี่ปั่น
:: ส่วนผสม ::
1. สตรอเบอรี่แช่แข็ง 1/2 ถ้วย
2. น้ำสตรอเบอรี่ (ที่ได้จากการละลายสตรอฯ) 1/4 ถ้วย
3. น้ำเชื่อม 1/4 ถ้วย .... (แต่พิมตักออก 1 ชต. เพราะอยากให้เปรี้ยวมากกว่าหวานค่ะ)
4. น้ำแข็ง 1 แก้ว  (ประมาณ 1 + 1/2 ถ้วย)
5. เกลือป่นนิดหน่อย
ป.ล. น้ำเชื่อมของพิม ได้จากน้ำตาล 2 ส่วน ต่อน้ำ 1.5 ส่วน  แล้วนำเข้าไมโครเวฟ (เครื่องเก่าๆ ไม่แน่ใจว่ากำลังไฟเท่าไหร่ แต่น่าจะน้อย) ...  ไฟสูงสุด 4 นาที แล้วออกมาคน  แล้วเอาเข้าเวฟอีก 3 นาทีค่ะ
ป.ล. เอาสตรอเบอรี่จากช่องแช่แข็ง มาวางทิ้งไว้ข้างนอกให้น้ำแข็งละลายก่อนนะคะ แล้วค่อยนำมาใช้
ป.ล. น้ำแข็ง ให้ใช้ก้อนเล็กหน่อยนะคะ  .. ถ้าซื้อน้ำแข็งยูนิตมา ก็ให้ทุบ ๆ ให้ละเอียดซธก่อน ค่อยเอามาใช้ เพื่อลดภาระให้เครื่องปั่นไม่ต้องทำงานหนักเกินไปค่ะ
:: วิธีทำ ::
วิธีทำน้ำสตรอเบอรี่ปั่นก็ง่ายมากเลยค่ะ พิมเชื่อว่าใคร ๆ ก็ทำเป็นล่ะ  แต่เผื่อใครทำไม่เป็น หรืออยากดูว่าพิมจะทำแตกต่างจากเพื่อน ๆ ไหม ..... ก็มาลองดูกันนะคะ
เริ่มต้นก็เอาน้ำแข็งใส่ลงไปในโถปั่นค่ะ  ตามด้วยสตรอเบอรี่ลูก ๆ  แล้วก็น้ำสตรอเบอรี่ค่ะ  (น้ำที่เห็นอยู่ในถ้วยสตรอเบอรี่ด้านบนล่ะ)  ตามด้วยน้ำเชื่อม และก็เกลือป่นนิดหน่อยค่ะพอใส่ครบแล้วก็ปิดฝาโถ แล้วก็เอาไปปั่น ๆ จนน้ำแข็งละเอียด (ไม่นานๆ)
เปิดฝาดูหน่อยสิ .... น่ากินไหม ...... เอาช้อนตักขึ้นมาชิมสักหน่อยสิ อร่อยรึเปล่า  ..... แหมมมม หวานๆ  เปรี้ยว ๆ กำลังดีเล๊ยยยย
ป.ล. ถ้าสตรอเบอรี่ของเพื่อน ๆ เปรี้ยวมาก อาจจะต้องใส่น้ำเชื่อมมากกว่าที่พิมใส่นะคะ  แต่ถ้าสตรอฯ ของเพื่อน ๆ หวานมาก  อาจจะลดน้ำเชื่อม หรือไม่ก็บีบน้ำมะนาวใส่ลงไปนิดนึง ก็จะได้น้ำสตรอเบอรี่ปั่นที่หวาน ๆ เปรี้ยว ๆ พอดีอ่ะค่ะนเสร็จแล้ว ... ก็เทใส่แก้วสวยๆ เสริฟจ้า ... แล้วเราก็จะได้น้ำสตรอเบอรี่ปั่นหวานๆ เปรี้ยวๆ  ....